วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

รีวิวbb

บีบี


PR ของ BlackBerry โทรมาติดต่อว่าจะส่ง BlackBerry Bold 9780 มาให้ยืมรีวิวครับ แต่ผมก็เข้าใจว่า หากจะรีวิวแบบปกติสามัญ คือ รีวิวแต่ Bold 9780 แบบทุกที เดี๋ยวก็ต้องมีท่านผู้อ่านบางคนถามเข้ามาแน่ๆ ว่า แล้วมัวแตกต่างจาก Bold 9700 ตัวเดิมตรงไหนบ้าง
ผมได้เครื่องมาปุ๊บ ผมก็แกะกล่องออกมาชักภาพเทียบกับกันเลย ผลก็เป็นแบบที่เห็นนี่แหละครับ


แน่นอนครับ ธรรมเนียมของเรา ผมต้องขอพูดถึงสปอนเซอร์ของเราก่อนครับ
  • ใครที่กำลังมองหางานด้านโทรคมนาคมอยู่ ตอนนี้อเด็คโก้เปิดรับสมัครงานสำหรับผู้เชี่ยวชาญทางด้านโทรคมนาคมหลายอัตรา มาสมัครกันได้เลยที่ Adecco Engineering & IT อาคาร SM Tower ชั้น25 สนามเป้า (ตรงข้าม ททบ.5) หรือจะส่ง resume มาที่ engineerjobs@adecco.co.th ก็ทำได้เช่นกัน รีบหน่อยนะ หมดเขต 28 ก.พ. นี้แล้วอ่ะ รายละเอียดอ่านที่ http://bit.ly/hWxds9 เลยครับ
  • แม้ว่าท่านผู้อ่านอาจจะพลาดไม่ได้สอย Dell Streak 5 นิ้วมาเป็นเจ้าของในงาน Thailand Mobile Expo 2011 ที่ผ่านมา ก็ยังสามารถที่จะไปสอยมาเป็นเจ้าของได้ในราคา 19,900 บาทนะครับ หาซื้อได้ตาม Power Buy และร้านค้าในเครือ Value Systems ครับ
  • ลูกค้า i-mobile 3GX สามารถที่จะสมัครแพ็กเกจ Unlimited Package 650 บาท/เดือน (ไม่รวม VAT) ซึ่งให้คุณใช้งาน BlackBerry Service ได้ไม่จำกัด, เล่นอินเทอร์เน็ต 3G ไม่จำกัด และ โทรฟรีไม่จำกัด บนโครงข่าย TOT3G (นอกพื้นที่ โทรผ่าน Roaming คิด 1.50 บาท/นาที) ส่วน SMS ครั้งละ 1 บาท รายละเอียด อ่านที่นี่เลย
แฝดหน้าเหมือน ต่างกันแค่บุคคลิก
เทียบกันดูชัดๆ เลยครับ บนล่างซ้ายขวา เห็นชัดๆ เลยว่า หาความแตกต่างไม่เจอเลยครับ ถ้าไม่นับที่ว่าขอบๆ ของตัวเครื่อง Bold 9700 เป็นแบบบรอนซ์เงิน ส่วน Bold 9800 นี่เป็นสีดำเงาครับ
IMG_20110225_071350IMG_20110225_071405IMG_20110225_071418IMG_20110225_071608
  • ด้านบน เป็นปุ่มปิดเสียง และปุ่มล็อกหน้าจอ
  • ด้านซ้าย จะเห็นว่ามีช่องเสียบไมค์ 3.5 มม., พอร์ต USB Mini, ปุ่ม Voice Control และรูสำหรับร้อยพวกสายคล้องกระจุกกระจิก
  • ด้านขวามือเป็นปุ่มปรับเสียง และชัตเตอร์
  • ด้านล่างก็จะเป็นรูไมโครโฟนเล็กๆ แทบจะมองไม่เห็น
  • ด้านหน้าก็เป็นหน้าจอ 2.44 นิ้ว ความละเอียด 480×320 พิกเซล มีเซ็นเซอร์ตรวจจับแสง และไฟ LED แสดงสถานะ
  • ด้านหลังเป็นกล้องดิจิตอลพร้อมแฟลช
ขนาดจงใจแกะฝาหลังของทั้งสองรุ่นออกมา ก็ต้องพบว่า เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วกันเลยจริงๆ เรียกได้ว่า เป็นฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันได้เลยละครับ
แล้วความต่างอยู่ตรงไหน?
ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ต้องบอกว่า BlackBerry Bold 9780 และ 9700 นั้นหาจุดที่แตกต่างกันไม่เจอจริงๆ ครับ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว BlackBerry Bold 9780 นั้นมีความแตกต่างจาก Bold 9700 อยู่ดังนี้
  • ระบบปฏิบัติการของ Bold 9780 (รูปซ้าย) เป็นเวอร์ชัน 6 ในขณะที่ Bold 9700 (รูปขวา) เป็นเวอร์ชัน 5 ดังนั้นเมื่อเปิดเครื่องมา จะเห็นเลยว่ามีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
IMG_20110225_071444
  • แม้ว่า CPU ของทั้งคู่จะเป็น 624MHz แต่หน่วยความจำของ Bold 9780 มี 512MB ในขณะที่ Bold 9700 มีแค่ 256MB ส่วนหนึ่งผมมองว่า เพราะ BlackBerry OS 6.0 นี่เขมือบ RAM ใช่ย่อย เพราะเท่าที่เห็น แค่เปิดเครื่องมานิ่งๆ ก็โดนเขมือบไป 2xxMB แล้วอ่ะ ถ้าเกิดเป็น Bold 9700 ที่มี RAM แค่ 256MB นี่สงสัยจะไม่รอด
IMG_20110226_232500
  • กล้องถ่ายรูปดิจิตอลของ Bold 9780 จะมีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ส่วน Bold 9700 จะมีความละเอียดแค่ 3.2 ล้านพิกเซลเท่านั้น
ที่เหลือ หาความแตกต่างกันไม่เจอจริงๆ
บทสรุปของตอนนี้
โชคดีที่ว่า เดี๋ยวนี้ศูนย์เขาไม่ได้เอา Bold 9700 มาจำหน่ายแล้ว ดังนั้นใครจ้องเครื่องศูนย์อยู่ ก็เลยไม่ต้องปวดหัวให้มาก ว่าจะเลือกอะไรดีระหว่าง Bold 9700 กับ Bold 9780 แต่สำหรับคนที่ยังเดินหาเครื่องตาม MBK เนี่ย อาจต้องคิดกันหน่อย … แต่ถ้าถามว่าตัวไหนดีกว่ากัน ก็ต้องตอบว่า Bold 9780 อยู่แล้วละครับ OS ก็ใหม่กว่า RAM ก็เยอะกว่า แถมกล้องก็ความละเอียดสูงกว่า
ผมว่าเหตุผลเดียวที่คุณจะเลือก Bold 9700 มากกว่า Bold 9780 ก็คงจะเป็นตรงที่ว่า คุณหา bold 9700 จาก MBK ได้ถูกกว่าซื้อ Bold 9780 มากๆ ละมั้งครับ
ทีนี้อาจมีคนถามต่อว่า แล้วถ้าเกิด Bold 9700 อัพเกรดเป็น OS 6.0 เหมือน Bold 9780 แล้วล่ะ จะว่ายังไง? แล้วทำไมผมไม่วัดเทียบ Bold 9700 กับ Bold 9780? … ต้องตอบไล่แบบนี้ก่อนครับว่า เครื่องที่มาจาก PR นั้น เป็นการติดตั้ง OS 5.0 มาตั้งแต่ต้น และ OS 6.0 นั้นก็ยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ดังนั้นทาง PR จะติดตั้งให้ไม่ได้ ส่วนไอ้ครั้นจะติดตั้งเองก็เกรงใจ PR เขา แล้วไม่อยากวุ่นวายกับมันมากครับ ผมสะดวกใจที่จะรีวิวแบบพื้นๆ ที่เป็นแบบที่ผู้อ่านที่เคารพของผมจะได้มาจากการซื้อมากกว่า
ตอนหน้าผมจะมารีวิว Bold 9780 กันต่อครับ

เคสไอโพน


เคสไอโพน


รูปไอโพน4S กับไอโพน5ต่างกันอย่างไร




ไอโพน4s
ไอโพน5


สเปคเบื้องต้นของ iPhone 5

สเปคเบื้องต้นของ iPhone 5

            ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS 6

            หน่วยประมวลผล Apple  A6 (ทำให้ CPU และ Graphic ทำงานเร็วขึ้นกว่า iPhone 4S ถึง 2 เท่า)

            หน้าจอขนาด 4 นิ้ว เทคโนโลยี In-cell touch ความละเอียด 1136 x 640 พิกเซล ในสัดส่วนภาพ 16:9
            รองรับการใช้งานอินเทอร์เนต 3G HSPA+ 21Mbps และ 4G LTE ความเร็วสูงสุด 100Mbps

            กล้องหลัง iSight ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.4 BSI, ถ่ายวีดีโอความละเอียด 1080 p ความละเอียด 3264×2448 พิกเซลและสามารถถ่ายภาพพาโนรามาได้ความละเอียดสูงสุด 28 ล้านพิกเซลพร้อมฟีเจอร์กันสั่น

            กล้องหน้ารองรับ FaceTime HD ความละเอียด 720p และถ่ายวิดีโอระดับ 720p

            ไมโครโฟน 3 ตัวอยู่ด้านบน,ล่างและด้านหลัง เพื่อรองรับการโทรศัพท์เสียง HD และมีฟังก์ชันกันเสียงรบกวน

            Connector แบบใหม่มีขนาดเล็กลง มีชื่อว่า Lightning และมาพร้อมหัวแปลงเพื่อให้สามารถใช้งานกับ Connector แบบเก่าได้

            หูฟังรุ่นใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า Earpods

            ใช้ซิมมาตรฐานใหม่ Nano-SIM

            แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้น โดยสามารถสแตนบายได้ 225 ชั่วโมง, คุยผ่าน 3G ได้ถึง 8 ชั่วโมง, ดูวิดีโอได้นานถึง 10 ชั่วโมงและฟังเพลงได้นานถึง 40 ชั่วโมง

            ตัวเครื่องมีให้เลือก 2 สี ได้แก่สีดำและสีขาว


            สำหรับราคาของ iPhone 5 เท่ากับ iPhone 4S คือรุ่น 16GB ราคา $199, รุ่น 32GB ราคา $299 และรุ่น 64GB ราคา $399 (ราคาทั้งหมดเป็นแบบติดสัญญาของต่างประเทศ) เริ่มเปิดให้จอง (pre-order) ได้ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายนนี้ และจะเริ่มวางจำหน่ายจริงในวันที่ 21 กันยายน โดยกลุ่มประเทศแรกที่วางจำหน่ายได้แก่ อเมริกา, แคนาดา, อังกฤษ, เยอรมัน, ฝรั่งเศส, ออสเตรเลีย, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ และแน่นอนว่า เมื่อมีการเปิดตัว iPhone 5 ส่งผลให้ iPhone 4S รุ่นก่อนหน้านี้ถูกปรับราคาลดลงตามธรรมเนียม โดยรุ่น 16GB ปรับราคาลงเหลือเพียง 19,500 บาท

            อย่างไรก็ดี สำหรับใครที่อยากจะได้ iPhone 5 มาครอบครอง คาดว่าจะภายในสิ้นปีนี้น่าจะได้ยลโยม iPhone 5 ส่วนคนที่อดใจรอไม่ไหวก็เตรียมควักกระเป๋าให้กับเหล่าบรรดาเครื่องหิ้วทั้งหลาย ซึ่งน่าจะเริ่มขายกันในเดือนตุลาคมนี้แน่นอน

แอปเปิลเปิดตัว iPhone 5 ดีไซน์ใหม่ แรงกว่าเดิม 2 เท่า

แอปเปิลเปิดตัว iPhone 5 ดีไซน์ใหม่ แรงกว่า
เสิ้นสุดการรอคอยของแฟนแอปเปิลทั่วโลก โดยช่วงเช้าของวันที่ 12 กันยายน ที่ศูนย์แสดงศิลปะเยอร์บาบูเอนา เซ็นเตอร์ นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. (เที่ยงคืนตามเวลาในประเทศไทย) แอปเปิลได้เปิดตัว iPhone 5 หรือ ไอโฟน 5 อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งการเปิดตัว iPhone 5 ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟน ๆ แอปเปิลมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความผิดหวังให้กับแฟนแอปเปิลหลาย ๆ คน เพราะรูปร่างหน้าตาของ iPhone 5 รวมไปถึงสเปค มีหลายส่วนที่ตรงกับภาพหลุดและข่าวลือที่ออกมาก่อนหน้านี้ จึงทำให้หลายคนไม่ค่อยจะเซอร์ไพรส์กับการเปิดตัว iPhone 5 ครั้งนี้สักเท่าไรนัก

iPhone 5

iPhone 5
ดิม 2 เท่าสำหรับความโดดเด่นของ iPhone 5 นั้น มาพร้อมกับการดีไซน์ตัวเครื่องแบบใหม่ มีความบางของตัวเครื่องเพียง 7.6 มิลลิเมตร (บางกว่า iPhone 4S ถึง 18%) และมีน้ำหนักเพียง 112 กรัม ทำให้เบากว่าเดิมถึง 20% ส่วนตัวเครื่องทำจากอะลูมิเนียมแบบยูนิบอดี้และกระจก ส่วนหน้าจอแบบ Retina Display ขนาด 4 นิ้ว ความละเอียด 1136x640 พิกเซล 326PPI (ค่า PPI เท่ากับ iPhone 4S) ส่งผลให้ iPhone 5 มีขนาดตัวเครื่องที่ยาวขึ้นกว่าเดิม ด้านสเปคอื่น ๆ มีอะไรน่าสนใจอีกบ้างมาติดตามกันเลยครับ


iPhone 5
iPhone 5


ข่าวไอโพน5

iPhone 5 (ไอโฟน 5) : เปิดตัวแล้ว ! สรุปข้อมูลงานเปิดตัว iPhone5 พร้อมข้อมูล Spec ราคา iPhone 5 และวันที่คาดว่าจะวางจำหน่ายในไทย [13 ก.ย.55]
[13-กันยายน-2555] สิ้นสุดการรอคอยเป็นเวลาเกือบ 1 ปี กับการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่แห่งปี 2012 ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ไอโฟน 5 (iPhone 5) ซึ่งเปิดตัวไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 13 กันยายน ตามเวลาในประเทศไทยครับ ซึ่งในงานนี้ นอกจากจะมีการเปิดตัว ไอโฟน5 (iPhone5) ที่ถือว่า เป็นดาวเด่นของงานแล้ว ยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ line อื่นๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งได้แก่ iPod Touch Gen 5 และ iPod Nano โฉมใหม่ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการฟังเพลง
ก่อนจะเข้าสู่บทสรุป ข้อมูลงานเปิดตัว ไอโฟน 5 (iPhone 5) ทั้งในเรื่องของ สเปค ไอโฟน 5 (iPhone 5) ราคา iphone 5 ไอโฟน 5 และการออกแบบ ไอโฟน 5 (iPhone 5) รวมไปถึงวันวางจำหน่าย ไอโฟน 5 (iPhone 5) เรามาชมภาพบรรยากาศก่อนเริ่มงานเปิดตัว ไอโฟน 5 (iPhone 5) กันก่อน โดยงานเปิดตัว ไอโฟน 5 (iPhone 5) นั้น จัดขึ้นที่ Yerba Buena Center for the Arts รัฐซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ครับ

และด้านบนนี้ก็คือ สเปค ไอโฟน 5 (iphone 5) อย่างเป็นทางการ ที่มีข้อมูล ทั้งในเรื่องของ สเปค ไอโฟน 5 (iPhone 5) และการออกแบบ ไอโฟน 5 (iPhone 5) ตรงกับข่าวก่อนหน้าทุกประการครับ แม้ว่า ไอโฟน 5 (iphone 5) จะมีการออกแบบที่คล้ายๆ เดิม เหมือน iPhone 4S และ iPhone 4 ก็ตาม แต่ตัวบอดี้ ไอโฟน 5 (iphone 5) นั้น มีความบางลงกว่ารุ่นก่อน และหน้าจอยาวขึ้นครับ
มาดูบทความ สรุปข้อมูล ไอโฟน 5 (iPhone 5) พร้อมฟีเจอร์เด่นบน ไอโฟน 5 (iphone 5) กันว่า มีความโดดเด่นในด้านใดบ้าง ไอโฟน 5 (iphone 5) ดีกว่า iPhone 4S ตรงไหน มาดูพร้อมๆ กันเลยครับ
iPhone 5 กับหน้าจอที่ยาวขึ้น
อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นว่า ถึงแม้ ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะมีบอดี้ที่คล้ายกับ iPhone 4S แต่เมื่อเจาะลึกแล้ว จะพบว่า ไอโฟน 5 (iPhone 5) นั้น มีตัวเครื่องที่ยาวกว่า บางกว่า และน้ำหนักเบากว่า โดย ไอโฟน 5 (iphone 5) นั้น มีความบางเพียง 7.6 มิลลิเมตร (iPhone 4S หนา 9.3 มิลลิเมตร) ซึ่งบางกว่า iPhone 4S 18% ครับ ส่วนน้ำหนัก ไอโฟน 5 (iphone 5) อยู่ที่ 112 กรัม เบากว่า iPhone 4S 20%
iPhone 5 กับกับกรอบด้านหลังแบบ Two-tone ให้ความรู้สึกที่ดูสวยงาม
มาดูกันที่ส่วนประกอบด้านหลังกันบ้าง จะเห็นว่า กรอบด้านหลัง ไอโฟน 5 (iphone 5) มีการออกแบบที่เปลี่ยนไป โดยทำมาจาก anodized aluminium ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกับ MacBook นั่นเอง ส่วนด้านบน และด้านล่างนั้น สำหรับเครื่อง ไอโฟน 5 (iPhone 5) สีขาว ทำมาจาก ceramic glass ส่วน ไอโฟน 5 (iPhone 5) สีดำ ทำมาจาก pigmented glass ครับ (ซึ่งจุดนี้ ผมยังไม่ทราบว่า ทั้ง 2 วัสดุนี้ ต่างกันอย่างไร)
นอกจากนี้ Apple ยังได้ระบุว่า วัสดุที่มาผลิต ไอโฟน 5 (iPhone 5) อย่าง anodized aluminium เป็นวัสดุแบบบรีไซเคิล และไม่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติ โดยยึดหลักมาตรฐาน BFR-free และ PVC-free ที่ทาง Apple มั่นใจว่า ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน
**ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่า กฏหมายของต่างประเทศจะค่อนข้างเข้มงวดเรื่องการผลิตโดยใช้วัสดุที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมครับ ซึ่งก่อนหน้านั้น Apple เคยมีปัญหากับ EPEAT หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และเคยถอนตัวจาก EPEAT ทำให้เกิดการต่อต้านจากผู้ใช้งาน ถึงขนาดที่ว่า จะไม่ซื้อสินค้าของ Apple อีกต่อไป ทำให้ Apple เองต้องตัดสินใจกลับเข้าสู่กระบวนการของ EPEAT อีกครั้ง ซึ่งจะต้องส่งวัสดุให้ตรวจสอบด้วยว่า ผ่านมาตรฐานด้วยหรือไม่
ไมโครโฟนบน ไอโฟน 5 (iPhone 5) มีทั้งหมด 3 จุดครับ คือ ด้านบน ด้านล่าง และด้านหลัง ระหว่างเลนส์กล้องกับไฟแฟลช ส่วนลำโพงสำหรับสนทนาในด้านบนนั้น ยังเป็นแบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอกอีกด้วย
หน้าจอขนาด 4 นิ้วแบบ Retina display ไม่ใช่แค่จอใหญ่ แต่ชัดขึ้นด้วย
มากันที่หน้าจอกันบ้างครับ ไอโฟน 5 (iPhone 5) นั้น มีหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้น จากเดิม 3.5 นิ้ว เป็น 4 นิ้ว แบบ Retina display ความละเอียด 640 x 1136 พิกเซล ส่วนความหนาแน่นพิกเซลต่อนิ้วนั้น อยู่ที่ 326 ppi ครับ นอกจากนี้ หน้าจอของ ไอโฟน 5 (iphone5) นั้น ยังใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ ที่มีชื่อว่า Touch technology โดยรวมเลเยอร์ของหน้าจอ และระบบสัมผัส ไว้ในเลเยอร์เดียวกันครับ ซึ่ง Touch technology นั้น นอกจากจะทำให้หน้าจอบางลงแล้ว ยังช่วยทำให้สีสันของหน้าจอ ชัดขึ้นอีกด้วย
ส่วนไอคอนบนหน้าจอ เป็นแบบ 5 แถวครับ และไม่มีไอคอนของ YouTube อีกต่อไปครับ
ชิปเซ็ท Apple A6 ประมวลผลเร็วกว่าเดิม 2 เท่า
นอกจากหน้าจอ ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว ในส่วนของระบบประมวลนั้น ยังเร็วขึ้นกว่าเดิมเท่าตัวเลยทีเดียวครับ โดย ไอโฟน 5 (iPhone 5) นั้น ใช้ชิปเซ็ท Apple A6 ที่มีขนาดเล็กกว่า Apple A5 ถึง 22% แต่ช่วยทำให้การประมวลผลเร็วขึ้นกว่า ชิปเซ็ท Apple A5 ถึง 2 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ ไม่เพียงแค่ซีพียู จะเร็วขึ้นเท่าตัวแล้ว ระบบประมวลผลภาพกราฟฟิค ยังเร็วขึ้นกว่าเดิม 2 เท่าอีกด้วยครับ
กล้อง iSight ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมโหมดการถ่ายภาพแบบ Panorama

น่าเสียดายที่ความละเอียดของกล้องบน ไอโฟน 5 (iPhone 5) นั้น ไม่ได้มีความละเอียดสูงถึง 12 ล้านพิกเซล ตามข่าวลือ แต่กลับมีความละเอียดเท่าเดิมที่ 8 ล้านพิกเซลครับ โดยพื้นผิวที่ครอบอยู่บนตัวเลนส์นั้น เป็น Sapphire Crystal ซึ่งมีความแข็งแรงเป็นอันดับ 2 รองจากเพชร ฉะนั้น ใครที่กลัวว่า เลนส์ด้านหลังจะเป็นรอยง่าย ให้หมดกังวลในจุดนี้ไปได้เลย
นอกจากนี้ กล้องบน ไอโฟน 5 (iPhone 5) นั้น ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ นั่นก็คือ ความสามารถในการถ่ายภาพแบบพาโนราม่าได้นั่นเอง ซึ่งสามารถถ่ายได้สูงสุด 240 องศา และความละเอียดของภาพสูงสุดอยู่ที่ 28 ล้านพิกเซลครับ
ไม่เพียงแค่กล้อง iSight บน ไอโฟน 5 (iphone5) จะสามารถถ่ายภาพแบบพาโนราม่าได้แล้ว ยังชัตเตอร์ได้เร็วขึ้น 40% และปรับปรุงประสิทธิภาพในการถ่ายภาพในที่แสงน้อย (Low light) ได้ดีขึ้น และลด noise ของภาพอีกด้วย

หน่อไม้เป็นผลิตอาหารให้แก่มนุยษ์

หน่อไม้เป็นแหล่งผลิตอาหารให้แก่มนุษย์ ก่อให้เกิดพลังงานในการดำรงชีวิต  
หน่อไม้เป็นแหล่งผลิตอาหารให้แก่คน   ก่อให้เกิดพลังงานในการดำรงชีวิต  ประโยชน์ของหน่อไม้มีมากมาย  สุดแท้จะมีใครนำมาใชให้เป็นประโยชน์  ทำเป็นอาหาร  และที่โตขึ้นเป็นไผ่ ก็สามารถทำเป็นของใช้  
 เป็นพืชที่ช่วยรักษาสภาพแวดล้อม 
เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตมากมาย 
รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กๆด้วยครับ 
       
       ย่านาง สมุนไพรมหัศจรรย์   
จากหนังสือ " ย่านาง สมุนไพลมหัศจรรย์ " โดย หมอเขียว ใจพชร
- นักวิชาการสาธารณสุข
- ครูฝึกแพทย์แผนไทย
- นักบำบัดสุขภาพทางเลือก
- อบรมด้านการแพทย์ทางเลือกจากประเทศมาเลเซีย และจีนไต้หวัน


ย่านาง เป็นพืชสมุนไพร ที่ใช้เป็นอาหาร และ เป็นยามาตั้งแต่โบราณ
หมอยาโบราณอีสาน เรียกชื่อทางยาของย่านางว่า

  " หมื่นปี บ่ เฒ่า แปลเป็นภาษาภาคกลางว่า " หมื่นปีไม่แก่ "



วิธีใช้

ใช้ใบย่านางในการเพิ่มคลอโรฟิล คุ้มครองเซลล์ ฟื้นฟูเซลล์
ปรับสมดุล บำบัดหรือบรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะไม่สมดุล
แบบร้อนเกิน ดังนี้

เด็ก ใช้ใบย่านาง 1-5 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว 200-600 ซีซี
ผู้ใหญ่ ที่รูปร่างผอม บางเล็ก ทำงานไม่ทน ใช้ 5-7 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
ผู้ใหญ่ที่รูปร่างผอม บาง เล็กทำงานทน ใช้ 7-10 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
ผู้ใหญ่ที่รูปร่างสมส่วน ตัวตัวโต ใช้ 10-20 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
โดยใช้ใบย่านางสด มาล้างทำความสะอาดโขลกให้ละเอียดแล้วเติมน้ำ หรือ
ขยี้ใบย่านางกับน้ำหรือปั่นในเครื่องปั่น( แต่การปั่นในเครื่องปั่นไฟฟ้า จะทำให้
ประสิทธิภาพลดลงบ้าง เนื่องจากความร้อนจะไปทำลายความเย็นของย่านาง )
แล้วกรองผ่านกระชอนเอาแต่น้ำดื่มครั้งละ 1/2 - 1 แก้ว วันละ 2-3 เวลา
ก่อนอาหาร หรือตอนท้องว่างหรือผสมเจือจางดื่มแทนน้ำ เพราะถ้าเกิน 4 ชม.
มักจะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ไม่เหมาะที่จะดื่ม แต่ถ้าแช่ในตู้เย็น
ควรใช้ภายใน 3-7 วันโดยให้สังเกตุที่กลิ่นเปรี้ยวเป็นหลัก
นอกจากนี้แล้ว ยังสามารถใช้น้ำย่านางมาสระผม ช่วยให้ศีรษะเย็น
ผมดกดำ หรือชลอผมหงอก หรือผสมดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมาก
ให้เหลวพอประมาณทาสิว ฟ้า ตุ่ม ผื่นคัน พอกฝีหนอง
หมายเหตุ
ถ้าจะให้ได้รสชาติ คั้นกับใบเตย จะหอมอร่อยมาก หรือจะใส่กับ
น้ำมะพร้าวก็จะหอมชื่นใจมากขึ้น ( แต่ถ้าใส่น้ำมะพร้าวจะเสียเร็วน่ะ)
ผักฤทธิ์เย็น นำมาคั้นร่วมกับย่านางก็ได้  เช่น  ผักบุ้ง ตำลึง ใบบัวบก
ย่านาง ใบเตย น้ำมะพร้าว แต่ควรเลือกผักที่ไม่มีสารเคมีน่ะ
จะได้ปล่อยภัยจากสารเคมีค่ะ

  เทคนิควิธีการปั่น

การทำน้ำใบย่านาง โดยใช้เครื่องปั่นให้คงคุณค่าสารอาหาร เทคนิค
อยู่ที่ วิธีการปั่นคือ ไม่ควรกดปั่นครั้งเดียวจนใบย่านางละเอียด

เทคนิคที่แจ๋วกว่า คือให้กดปั่น แล้วนับ 1-2-3-4-5 อย่างเร็ว แล้วกดปิด
รอให้น้ำใบย่านางหยุดหมุน แล้วกดปั่นอีกครั้งนับ 1-2-3-4-5 อย่างเร็ว
แล้วกดปิด รอให้น้ำใบย่านางหยุดหมุนทำซ้ำไปเรื่อยๆจนใบย่านางละเอียด
วิธีนี้ทำให้โมเลกุลของสารอาหารไม่เปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิม
เสร็จแล้วกรองด้วยผ้าขาวบางครับ

 
บางครั้งใช้ร่วมกับยาตัวอื่น แต่ส่วนใหญ่ คนที่ดื่มน้ำย่านางทุกวัน
จะเห็นผลได้ภายในเวลา ๓ เดือนโรคที่มีรายงานว่า ดื่มน้ำย่านางหาย
เช่น ลดน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูงตกเลือดจากมดลูก  โรคเก๊าท์
และโรคเชื้อราทำลายเล็บ หรือเป็นผื่นคัน

เป็นอาการของโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน
วิธีใช้ ใบย่านางตั้งแต่ ๓-๑๐ ใบ โดยพิจารณาจากลักษณะของผู้ป่วย
นำมาโขลกให้ละเอียด ผสมน้ำ ๑-๓ แก้ว ดื่ม วันละ ๒-๓ เวลา

ข้อสังเกต ความเข้มข้นพอเหมาะที่จะดื่ม
- ขณะที่ดื่มเข้าไป จะกลืนง่ายไม่ฝืดฝืน ไม่ระคายคอ
- อาการไม่สบายทุเลาลง ปากคอชุ่ม ร่างการยสดชื่นขึ้น
- ถ้่าดื่มน้อยไป อาการก็ไม่ทุเลา ถ้าดื่มมากไป ก็จะเกิดอาการไม่สบายบางอย่าง
   หรือในขณะดื่่มจะรู้สึกได้ว่าร่างกายจะมีสภาพต้านบางอย่างเกิดขึ้น