วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

ผัดวุ่นเส้นใส่หน่อไม้

หน่อไม้ผัดกะปิใส่วุ้นเส้น (เมนูนี้แหล่ะของโปรดเราเลย แหง่มๆ จะซัดคนเดียวให้เกลี้ยงเลย) มาค่ะเรารีบมาทำ หน่อไม้ผัดกะปิใส่วุ้นเส้น กินกันก่อนดีกว่า ถ้าไม่รีบมีอดนะเอ้อออ อิอิ
สิ่งที่ต้องเตรียม
หน่อไม้ต้ม 1 หาง (ประมาณ 300 กรัม)
เนื้อหมู 100 กรัม
วุ้นเส้้น 20 กรัม
พริกชี้ฟ้า 3 เม็ด
กระเทียม 4 กลีบ
หอมแดง 1 หัว
กะปิ 1/2 ช้อนชา
ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม 1 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา (ใครจะไม่ใส่ก็ได้ค่ะ)
วิธีทำหน่อไม้ผัดกะปิใส่วุ้นเส้น
- ก่อนอื่นเราต้องนำหน่อไม้ต้มมาปอกเปลือกออก ล้างน้ำให้สะอาด หั่นหน่อไม้เป็นเส้นๆ เตรียมไว้

- นำวุ้นเส้นไปแช่น้ำให้นิ่ม แล้วตัดเป็นท่อนๆ

- กระเทียมทุบแล้วสับหยาบๆ หอมแดงก็ซอยเตรียมไว้

- ต่อไปก็นำกะปิมาละลายกับน้ำเปล่าเล็กน้อย แล้วหั่นแฉลบพริกชี้ฟ้าใส่ลงไปในถ้วย

- เนื้อหมูก็หั่นเป็นชิ้นบาง ขนาดพอดีคำ

- ยกกระทะขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำมันสำหรับผัดลงไป พอร้อนใส่หอมแดงซอยและกระเทียมสับลงไปผัดให้หอม
- จากนั้นเทถ้วยกะปิกับพริกชี้ฟ้าลงไป ผัดให้เข้ากัน
- ใส่หน่อไม้ตามลงไปผัด ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว ซอสหอยนางรม และน้ำตาลทราย ผัดให้เข้ากัน

- ใส่วุ้นเส้นลงไปในขั้นตอนสุดท้าย

- พอวุ้นเส้นสุกก็ปิดไฟ

เสร็จแล้วตักหน่อไม้ผัดกะปิวุ้นเส้นใส่จานแล้วรีบยกไปกินทันที ก่อนที่คู่กรณีจะกลับมา ฮ่าฮ่า

อิอิ ยังมีอารมณ์ถ่ายรูปทุกขั้นตอนอยู่น๊า ขนาดรีบนะเนี่ย

หน่อไม้ยัดไส้ซุบแป้งทอด

หน่อไม้ยัดไส้ชุบแป้งทอด














เป็นอาหารสุดโปรดของมณีเลยนะคะเนี่ย
เรียกได้ว่าเป็นเมนูสุดยอดถวิลหา
เวลากลับบ้านช่วงหน้าหน่อไม้ แม่จะทำให้กินทุกครั้ง
เพราะที่บ้านเชียงใหม่ ช่วงหน้าหน่อไม้ จะมีหน่อไม้หลายอย่างมาก
แต่เมนูนี้ ใช้หน่อไม้ไร่ต้ม ที่ขายเป็นมัด อย่าใช้หน่อไม้ปี๊บนะคะ
เพราะหน่อไม้แบบหน่อปี๊บ จะมีกลิ่น เวลาทอดแล้วจะไม่อร่อยค่ะ
ย้ำว่าต้องเป็นหน่อไม้ไร่ต้มสุก ไม่ใช่หน่อไม้ดองด้วย
ถ้าอยู่ต่างแดน แนะนำยี่ห้อ เอเชียนเบสต์ค่ะ กระป๋องสีเขียวๆ
ตราช้างสีแดงบนพื้นสีเหลือง (มณีไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ
แต่ลองมาหลายยี่ห้อแล้ว เอเชียนเบสต์เข้าท่าที่สุดแล้วค่ะ)

เป็นของกินเล่น หรือว่ากินกับข้าวก็ได้ค่ะ
มณีชอบกินแบบกินกับข้าว มื้อไหนมีหน่อไม้ชุบแป้งทอด
มื้อนั้น ต้องข้าวสองจาน อิอิ แถมต้องใช้มือเปิบด้วย อิอิ

ส่วนผสม
หน่อไม้ไร่ต้มสุก
หมูสับ (ใช้ไก่สับแทนก็ได้ค่ะ)
กระเทียม พริกไทย ซีอิ๊วขาว
ผักชีนิดหน่อย (ไม่ชอบหรือไม่มีก็ไม่ต้องใส่)
แป้งโกกิ
น้ำมันสำหรับทอด

วิธีเตรียมหน่อไม้
ใช้ ไม้จิ้มฟัน ยีหน่อไม้ให้เป็นเส้น โดยเว้นส่วนหัวและหาง ของหน่อไม้ไว้
ไม่ให้ขาดออกจากกัน จะใช้ไม้เสียบลูกชิ้นหรือว่าปลายส้อมก็ได้

เสร็จแล้ววางพักไว้ เพราะเราจะมาปรุงหมูสับกันก่อน

ปรุงหมูสับ ด้วยกระเทียมสับ พริกไทยบด แป้งมันเล็กน้อย(ปลายช้อนกาแฟ)
น้ำเล็กน้อย และซีอิ๊วขาว ถ้าชอบผักชี ให้ใส่ผักชีหั่นลงไปเล็กน้อย

เมนูหน่อไม้ช่วงน่าฝน

ช่วงนี้ป่าฤดูฝน เริ่มผลิตผลใหม่ขึ้นมา เมนู น้องนางบ้านนา
(หน่อไม้) จึงได้ออกมาให้ชิมลิ้มรส   หน่อไม้มีหลายชนิด
ให้เลือกกินกันไม่ว่าจะเป็นหน่อบง หน่อไม้ซาง ฯลฯ บางท่าน
คิดว่าการกินหน่อไม้แล้วทำให้ปวดข้อ ปวดหัวเข่า ที่จริงแล้ว
หน่อไม้ไม่ได้ทำให้ข้อเสื่อมหรือปวดข้อ แต่อย่างใด แต่จะมี
ผลกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์เท่านั้น  เพราะในหน่อมีสารพิวริน
สูง  ซึ่งสารตัวนี้อาจจะทำให้กรดยูริคที่เป็นสาเหตุของการเกิด
โรคเกาต์สูงขึ้น   ส่วนสรรพคุณของหน่อไม้ แรกๆเลยก็มัน
ทำให้อิ่มท้อง ฮ่า ๆ มีเส้นใยอาหารสูงช่วยลดการเกิดมะเร็ง
ลำไส้ใหญ่ ป้องกันท้องผูก กินแล้วไม่อ้วน 
ได้เวลาว่างวันอาทิตย์ จัดการโทรชวน เฮียตี๋ กับดต.ตรี
ไปหาวัตถุดิบที่จะนำมาทำ ส้มหน่อไม้กัน  จะแกง จะผัด
ก็ไม่ว่ากัน


เริ่มไปเลยดีกว่า

.
ขับรถไปเรื่อยๆ เจอก็จอด เอาแถวข้างทาง มีเยอะแยะ
.

.
ถึงที่หมาย จัดแจงเอามีด เสียม ถุงเตรียมไปให้พร้อม
.

..
.
.

.
.

.
ต้นไม้รูปร่างดอกแปลก ๆ มีให้เห็นตลอดทางเดิน
.

.
.

แถวนี้มีต้นบุกเยอะมาก ลำต้นก็จะคล้ายๆ   กันต้นอีหง้อ
ที่เคยนำเสนอ แต่บุกจะต้นใหญ่กว่า ผิวลำต้นจะไม่เรียบ
สังเกตุดูนะครับ 


..
.

.
ต้นขนาดนี้ก็กินได้ เอาไปแกงเหมือนกับ ตูน แต่ต้อง
ลอกเปลือกออก นำไปต้มพอสุกเอาน้ำทิ้งไปเลย
นำมาแกงอีกที มันถึงจะไม่คัน

.
ดต.ไมตรี เจอหน่อแล้วครับ ไปดูกันว่าเค้าหากันยังไง
.

การหาหน่อไม้ที่มันออกในดินต้องสังเกตุดู ลำต้นของไผ่
ที่ออกประมาณปีที่แล้ว แล้วดูตาของลำต้นว่ามันออกไปทาง
ไหน มันจะออกสลับกัน ซ้ายขวา เจอแล้วก็คุ้ย ๆดู
.

.
เจอแล้วครับ  ขาวๆ ที่อยู่ในดิน  ใช้มีดจัดการตัดออกมาเลย
.

นี่ครับ น้องนางบ้านนา  ขาวๆ อวบ ๆ โผล่พ้นดินมาแล้วมัน
ไม่อร่อยเหมือนต้นอ่อนที่อยู่ในดิน
.

ได้มาเยอะพอสมควร  ถึงบ้านจัดการล้างให้สะอาด ปลอกเปลือก
ทิ้งเตรียมนำมาสับ
.

.
สับให้ละเอียดไปเลย ออกมาแบบนี้นะครับ
.

.
เสร็จแล้วก็นำไปต้มให้สุก ตอนต้มผมใส่เกลือเม็ดเข้าไปนิดหน่อย
.

พอหน่อสุก ก็พักให้เย็น จัดการบีบเอาน้ำออกให้หมด ก็ทำเหมือน
แหนม  ส่วนผสมก็มี กระเทียมแกะเปลือก เกลือ ข้าวนึ่งสุก ใครจะ
เพิ่มผงชูรสนิดหน่อยก็ได้ ไม่ว่ากัน  เอากระเทียม+เกลือ+ข้าวนึ่ง
ตำรวมกันให้ละเอียด นำมาคลุกเคล้ากับหน่อไม้ที่เตรียมไว้ ชิม
รสอีกทีให้ได้พอดี


จัดการห่อด้วยใบตอง ใส่ลูกโดดเข้าไปหน่อย ใบตองสีไม่สวย
เพราะกระผมเอาไปลนไฟ สภาพจึงเป็นอย่างนี้
.

.
ห่อให้เรียบร้อย (ไม่เรียบเท่าไหร่ ฮ่า ๆๆ ) ทิ้งไว้สัก 2 คืนน่าจะ
เปรี้ยวกำลังพอดี 

ประโยชน์เจ้าของหน่อไม้

ประโยชน์ของเจ้าหน่อไม้ ++++++++++++++++++++

หน่อไม้ เป็นต้นอ่อนของไผ่ที่จะเจริญเติบโตเป็นต้นไผ่เป็นผักที่ใครๆมักจะมองว่าไม่มีสารอาหาร

แต่ใครจะรู้หน่อไม้มีคุณประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด ทางการแพทย์จีนถือว่าหน่อไม้เป็นธาตุเย็น เลยเอาไว้กินเพื่อปรับสมดุลธาตุตอนที่ร่างกายร้อนเกินไป

หน่อไม้
[/b][/color]

สารอาหารในหน่อไม้
หน่อไม้สด ครึ่งถ้วยตวง (76กรัม)
คาร์โบไฮเดรต 4 กรัม 1 %
เส้นใยอาหาร 2 กรัม 8%
โปรตีน 2 กรัม 4 %
วิตามินซี 6%
เหล็ก 2%
สังกะสี 6%
ไทอะมีน (วิตามินบี 1) 8%
ไนอะซิน (วิตามินบี 5) 2%
วิตามินบี 6 10%
ฟอสฟอรัส 4 %

สรรพคุณของหน่อไม้

     อาหารปั่นทอนความงาม ลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยย่อยอาหาร เป็นสรรพคุณที่เห็นผลมาก เพราะหน่อไม้เป็นอาหารที่ให้เส้นใยสูงจึงช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เมื่อหน่อไม้ผ่านการย่อยร่างกายจะดูดซึมสารอหารเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนกากอาหารที่เหลือหรือสารพิษต่างๆ เช่น ยาฆ่าแมลงหรือโลหะหนักจะไปรวมกันที่ลำไส้ใหญ่ แต่ถ้ามีกากใยอาหารมากๆ กากใยอาหารเหล่านี้จะช่วยดูดน้ำและเพิ่มปริมาณ ทำให้กากอาหารมีน้ำหนักมากจะเคลื่อนออกสู่โลกภายนอกได้เร็ว กากใยอาหารจึงช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

     อาหารปั่นทอนความงาม แก้กระหาย ขับปัสสาวะ ละลายเสมหะ แก้ไอ บำรุงกำลังแก้อาการร้อนต่างๆ ได้ดี เพราะมีฤทธิ์เย็นเช่นเดียวกับเห็ด

     อาหารปั่นทอนความงาม ขับพิษใต้ผิวหนัง ขับผื่นหัดรวมถึงผื่นชนิดอื่นๆ เพียงดื่มน้ำแกงที่ได้จากการต้มหน่อไม้ร่วมกับปลาตะเพียน

     อาหารปั่นทอนความงาม แก้โรคบิดเรื้อรังได้

      นอกจากหน่อไม้สดจะมีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ตัวหน่อไม้ดองเองแม้จะไม่มีคุณค่าทางอาหาร แต่ยังมีคุณค่าแฝงอยู่อีกคือ จะมีแบคทีเรียในหน่อไม้ดองที่ชื่อ คลอสทริเดีย เป็นแบคทีเรียที่ปนอยู่ในดิน เจริญเติบโตได้ดีในสภาวะไร้ออกซิเจน เช่น ในอาหารจำพวกของหมักดองทั้งหลายและรวมทั้งอาหารกระป๋องที่ไม่ได้ผ่านกระบวน การทำลายแบคทีเรียอย่างถูกวิธี แบคทีเรียชนิดนี้มีพิษแต่มันก็มีประโยชน์ ซึ่งสำนักงานอาหารและยา หรือ FDA ของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นำแบคทีเรียนี้ไปผ่านกระบวนการแยกเอาสารพิษออกแล้ว ทำให้เจือจาง เพื่อนำไปใช้ในการบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ โดยตั้งชื่อใหม่ว่า โบท็อก (Botox) (ซึ่งโบท็อกก็คือสารหน้าเด้งที่พวกดาราทั้งหลายไปฉีดเพื่อลดรอยเ***่ยวและย่นนั้นล่ะค่า)

ข้อควรระวังในการรับประทานหน่อไม้
     หน่อไม้มีคุณค่าทางอาหารสูงในตัวของมันเอง ส่วนหน่อไม้ดองก็มีคุณค่าแฝง แต่สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคบางชนิดแล้ว แพทย์เองก็ไม่แนะนำให้ทานเหมือนกัน

     ผู้ป่วยเป็นโรคเกาต์ ไม่ควรรับประทาน เพราะในหน่อไม้มีสารพิวรินสูง ซึ่งสารตัวนี้อาจจะทำให้กรดยูริกที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเกาต์สูงขึ้น ซึ่งกรดยูริกเป็นสารที่เกิดจากการเผาผลาญของพิวรีน มีมากในเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ถั่วต่างๆ และพืชผักอ่อนโดยเฉพาะหน่อไม้

     ผู้ที่มีภาวะไตเสื่อม โดยปกติกรดยูริกจะถูกขับออกทางปัสสาวะของคนเรา หากร่างกายมีการสร้างกรดยูริกมากเกินไปหรือไตขับยูริกได้น้อยลง เนื่องจากไตเสื่อมลง กรดยูริกก็จะตกผลึกตามข้อ ผนังหลอดเลือด ไต และอวัยวะต่างๆทำให้เกิดอาการปวดข้อและโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ เช่น ข้อพิการ นิ่วในไต กระดูกพรุน เป็นต้น

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับหน่อไม้

     คนไทยเรามักจะคิดว่าหน่อไม้มีแต่โทษเป็นของแสลง ถ้าไม่กินจะดีกว่า

      อาหารปั่นทอนความงาม กินหน่อไม้แล้วปวดข้อ จริงๆ แล้วตัวหน่อไม้เองนั้นไม่ได้ทำให้ข้อเสื่อมหรือปวดข้อ แต่จะมีผลกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์เท่านั้น ดังนั้นคนที่มีอาการปวดข้อจากสาเหตุอื่นๆ จึงกินหน่อไม้ได้ปกติ

      อาหารปั่นทอนความงาม คนเป็นเบาหวานห้ามกิน การกินหน่อไม้นั้นไม่ได้มีผลกับระดับน้ำตาลในกระแสเลือด เพราะฉะนั้นแม้เป็นเบาหวานก็รับประทานได้

      อาหารปั่นทอนความงาม ผู้ป่วยเป็นโรคตับห้ามรับประมาน ซึ่งโรคตับในที่นี้มีได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากไวรัสบีและอาการตับแข็ง แต่แพทย์ยืนยันว่าการรับประทานหน่อไม้ไม่มีผลต่อโรคดังกล่าว

      อาหารปั่นทอนความงาม  เมื่อมีอาการตกขาวหรือระดูขาวให้งดกินหน่อไม้ จริงแล้วหน่อไม้หน่อไม้สดไม่มีผลกับอาการ แต่หากผู้ที่มีอาการตกขาวก็ยังสามารถรับประทานหน่อไม้สดได้

สารพิษจากเชื้อแบคทีเรีย

ข่าวใหญ่อีกข่าวที่ลงในหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่แพ้ข่าวการเมืองในขณะนี้ก็คือ ข่าวที่ผู้คนที่อาศัยใน ต.ป่าคาหลวง และ ต.สวด อ.บ้านหลวง จ.น่าน ไปร่วมงานบุญพระธาตุเมล็ดข้าว ที่บ้านนาหวายใหม่ ต.ป่าคาหลวง และได้กินหน่อไม้ปี๊บที่นำมาทำอาหารเลี้ยงผู้คนที่ไปร่วมในงานบุญครั้งนี้ ทำให้เกิดมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และมีอาการหายใจติดขัด ถูกหามส่งโรงพยาบาลกว่า 100 ราย ทำให้ต้องแยกผู้ป่วยไป รพ.น่าน และ รพ.บ้านหลวง แพทย์ตรวจพบอาการเกิดจากการได้รับสารพิษที่สร้างขึ้นจากเชื้อแบคทีเรีย ที่ชื่อว่า Clostridium botulinum – คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม”
                    Clostridium botulinum   เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในดิน มีรูปร่างเป็นท่อน (rod shape) – ติดสีแกรมบวก (gram-positive) สามารถเจริญได้ดีในสภาวะที่มีออกซิเจนต่ำ แบคทีเรียชนิดนี้จะสร้างสปอร์เพื่อทำให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในระยะพัก (dormant state ซึ่งอาจจะกินเวลานานหลายปีก็ได้) จนกระทั่งเมื่อสภาวะแวดล้อมเหมาะสม ก็จะงอกและเจริญเป็นเซลล์แบคทีเรีย ในระยะนี้แบคทีเรียจะมีการเจริญและแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว และจะมีการสร้างสารพิษขึ้นภายใน 3-4 วันในสภาวะที่เหมาะสม (เช่น มีความชื้น สภาวะที่เป็นกรด อุณหภูมิประมาณ 40-120 องศาฟาเรนไฮ / 5-48 องศาเซลเซียส และมีออกซิเจนน้อยกว่า 2 เปอร์เซ็นต์) สารพิษที่สร้างขึ้นจะเรียกว่า “Botulinum toxin” ซึ่งมี 7 ชนิด คือ A, B, C, D, E, F, และ G เฉพาะชนิด A, B, E, และ F เท่านั้นที่เป็นสาเหตุทำให้มนุษย์เราเจ็บป่วยเป็นโรคที่เรียกว่า Botulism

                    จากข่าวผู้ป่วยได้กินอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ Clostridium botulinum   เข้าไป และเชื้อแบคทีเรียก็ได้สร้างสารพิษปนเปื้อนอยู่ในหน่อไม้ดอง เชื้อชนิดนี้สามารถสร้างสารพิษในอาหารได้เกือบทุกชนิดที่มีความเป็นกรด-ด่างสูงกว่า 4.5 ขึ้นไป (pH สูงกว่า 4.5) เช่น เนื้อสัตว์ ปลา และผัก เป็นต้น นอกจากนี้อาจจะพบมีการติดเชื้อเข้าทางบาดแผลได้อีกด้วย

                    ส่วนอาหารประเภทผลไม้กระป๋อง และผลไม้ดองนั้นปกติ Clostridium botulinum   จะไม่สามารถเจริญในอาหารประเภทนี้ได้ เนื่องจากมีความเป็นกรด-ด่าง ต่ำกว่า 4.5 แต่ในบางกรณี Clostridium botulinum   ก็สามารถเจริญเติบโต และสร้างสารพิษได้ และยังพบอีกว่าความคงตัวของสารพิษในอาหารที่เป็นกรดจะดีกว่าในอาหารที่เป็นกลาง

                    อาการของโรค Botulism เป็นอย่างไร

                    อาการของผู้ป่วยที่พบโดยทั่วไป เช่น มองเห็นภาพซ้อน ตาพล่ามัวมองเห็นภาพได้ไม่ชัด หนังตาตก พูดไม่ชัด กลืนอาหารลำบาก ปากแห้ง และกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการทั้งหมดเป็นผลมาจากการหยุดทำงานของกล้ามเนื้อเหมือนคนเป็นอัมพาตอันเนื่องมาจากสารพิษที่แบคทีเรียสร้างขึ้น ถ้าได้รับการรักษาไม่ทัน ก็จะเป็นสาเหตุทำให้แขน-ขา ลำตัวและกล้ามเนื้อระบบหายใจไม่ทำงาน ถ้าอาหารที่กินเข้าไปมีสารพิษ Botulinum toxin อาการต่างๆ จะเกิดขึ้นภายใน 18-36 ชั่วโมงหลังจากที่กินเข้าไปแล้ว แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้เร็วกว่านั้นหากได้รับสารพิษเข้าไปในปริมาณมาก (อย่างเร็ว 6 ชั่วโมงหรือเร็วกว่านี้ และอย่างช้าก็ 10 วัน)

                    กลไกการเกิดพิษของ Botulinum toxin
                    Botulinum toxin จะมีผลยับยั้งการทำงานที่ปลายประสาทของเซลล์ประสาทก่อนไซแนปส์ (presynaptic nerve terminal) โดยไปยับยั้งการปล่อยสารสื่อประสาท (neurotransmitter) หรือไปลดการหลั่งสาร acetylcholine (ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท) ที่ปลายประสาท ทำให้ไม่สามารถสร้างกระแสประสาทส่งต่อไปยังเซลล์ต่างๆ ทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานไม่ได้ ซึ่งกลไกนี่เองที่ทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายไม่สามารถทำงานได้ (หมดแรง อ่อนล้า)จะเห็นว่าผู้ป่วยที่ได้รับพิษเข้าไปมากๆ จะทำให้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับระบบหายใจทำงานติดขัดด้วย แพทย์จึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจกับผู้ป่วยเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถหายใจได้
 

                    โรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่

                    โรคนี้ถูกค้นพบมานานแล้วแต่รายงานไม่แน่ชัดว่าพบเมื่อไหร่ จากการค้นข้อมูลพบว่า นายแพทย์ชาวเยอรมันที่ชื่อ Justinus Kerner (ค.ศ.1786-1862 หรือ พ.ศ. 2329-2405) เป็นคนแรกที่เสนอแนวคิดการใช้ botulinum toxin ในการรักษาทางการแพทย์ และเรียกวิธีการนี้ว่า “sausage poison” (ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะว่าในอดีตมักจะพบเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ในไส้กรอกที่ทำไม่สะอาด)

                    และในปี 1870 นายแพทย์ Muller แพทย์ชาวเยอรมันอีกเช่นกันก็นำคำภาษาลาติน Botulus ซึ่งแปลว่าไส้กรอกมาใช้เรียกโรคที่เกิดจากเชื้อชนิดนี้ เรียกว่าโรค Botulism (โบทูลิสซึม) ต่อมาปี 1895 หรือ พ.ศ.2438 ศาสตราจารย์ Emile Van Ermengem ชาวเบลเยียม ก็เป็นคนแรกที่สามารถสกัดแยกเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum   ออกมาได้

                    ปี 1928 หรือ พ.ศ. 2471 สารพิษ botulinum toxin ชนิด A ก็ถูกสกัดแยกออกมาได้ และในปี 1949 (พ.ศ.2492) ทีมวิจัยของ Dr.Burgen ก็ค้นพบว่า botulinum toxin ชนิด A นี่สามารถยับยั้งการส่งกระแสประสาทได้ และก็ได้มีการวิจัยและศึกษากันต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในเอกสารอ้างอิง)

                    ป้องกันการได้รับ Botulinum toxin ได้อย่างไร
                    เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มักจะพบได้ทั้งในน้ำและในดิน ดังนั้นข้อควรระวังก็คือเรื่องความสะอาด สำหรับอาหารที่มีรายงานการพบเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้บ่อยครั้ง ก็คือ ในอาหารกระป๋อง ดังนั้นในการรับประทานอาหารกระป๋อง ควรนำอาหารกระป๋องออกจากกระป๋อง ใส่ภาชนะอื่นๆ และนำมาปรุงเพื่อผ่านความร้อนฆ่าเชื้อก่อนรับประทาน ไม่ควรชิมอาการกระป๋องหลังจากเปิดกระป๋องทันที และควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารกระป๋องที่เมื่อเปิดกระป๋องแล้วพบว่ามีฟองก๊าซ หรือมีกลิ่นเหม็นแปลกๆ

                    ข้อควรระวัง
                    สปอร์ของ Clostridium botulinum   จะทนต่อความร้อน แม้แต่ความร้อนจากน้ำเดือดก็ทำอะไรมันไม่ค่อยได้เท่าไหร่ และสปอร์ก็จะเจริญได้ดีในสภาพที่ชื้น และไม่มีออกซิเจน (หรือมีออกซิเจนน้อย – นี่เลยในกระป๋องอาหารกระป๋องนั่นเอง) เขาเปรียบเทียบความรุนแรงของสารพิษชนิดนี้ไว้ว่า เพียงแค่ 1 ช้อนชา สามารถใช้ฆ่าคนได้มากถึง 1 แสนคนเลยทีเดียว (เลยมีความคิดที่จะนำมาพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพเพื่อฆ่ากันในยามสงคราม) และขอเตือนว่าในบางครั้งอาหารกระป๋องที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ อาจจะดูเหมือนอยู่ในสภาพปกติ กลิ่นอาหารเหมือนปกติ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยทำตามคำแนะนำข้างบนจะดีกว่า และโดยปกติแล้วมาตรฐานในการผลิตอาหารกระป๋องมักจะผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง และใช้แรงดัน (pressure) ร่วมในการบรรจุผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายได้อยู่แล้ว


                 เรียนรู้จากข่าว…

                    “ด้าน น.พ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน กล่าวว่า สำหรับยอดผู้ป่วยขณะนี้นอนรักษาที่ รพ.น่าน จำนวน 85 ราย เป็นชาย 29 คน หญิง 56คน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อาการหนักต้องใช้เครื่องช่วยหายใจจำนวน 35 ราย และที่ รพ.บ้านหลวง มีผู้ป่วย 29 ราย เป็นชาย 8 คน หญิง 21 คน ส่วนการรักษาอาจต้องใช้เวลาถึง 1 เดือน แล้วแต่อาการ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอดูอาการ ขณะเดียวกันได้เก็บตัวอย่างหน่อไม้อัดปี๊บจากหมู่บ้าน ที่ผู้ป่วยติดเชื้อส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้วคาดว่าจะทราบผลใน 1 สัปดาห์ รวมทั้งเก็บหน่อไม้ไปทำลายทิ้งทั้งหมด และได้ประกาศเตือนประชาชนและให้ความรู้ในการบริโภคอาหาร โดยเฉพาะอาหารกระป๋องหรืออาหารบรรจุปี๊บ ต้องปรุงให้สุกด้วยความร้อน 100 องศาเซลเซียส นาน 30 นาทีขึ้นไป หากพบผิดปกติเช่นกระป๋องบุบ บวม มีสนิม หรือมีสี กลิ่นผิดปกติ ต้องทำลายทิ้งห้ามนำมารับประทาน และต้องล้างมือให้สะอาด ก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง สำหรับแผนระยะยาวจะทำการพัฒนายกระดับระบบการผลิต หน่อไม้อัดปี๊บของชาวบ้านให้ได้มาตรฐานมีความปลอดภัย”

                    “ส่วน พ.ต.สมัย ขำพันธ์ ผอ.รพ.ค่ายสุริยพงษ์ กล่าวว่า สารพิษจากเชื้อแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินั่ม ถือว่าเป็นสารที่มีพิษร้ายแรงต่อระบบประสาท ปริมาณของเชื้อเพียงแค่ 0.5 มิลลิกรัม ทำให้คนล้มป่วยหรือตายได้ 200,000-500,000 คน ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรก ในประเทศไทยที่พบผู้ป่วยจำนวนมากขนาดนี้ และยังเป็นครั้งแรกที่ใช้เซรุ่ม ซึ่งสารชนิดนี้ถือเป็นอาวุธชีวภาพที่นำมาใช้ในสงครามที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันไม่พบว่ามีการนำมาใช้ ทั้งนี้ เพราะสารเซรุ่มที่ใช้แก้พิษผลิตได้ยาก เนื่องจากถือเป็นสารต้องห้าม ซึ่งที่มีผลิตเพียงไม่กี่ประเทศและมีราคาแพง เพราะ 1 โดส ราคาประมาณ 100,000 บาท กรณีนี้ถือเป็นกรณีที่น่าศึกษาและติดตาม เพราะหากมีเหตุการณ์ใช้อาวุธชีวภาพเกิดขึ้นจริงๆ ถือเป็นกรณีศึกษาเพื่อรับมือ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ป่วยมากขนาดนี้ ที่สหรัฐฯพบผู้ป่วยทั้งปีเพียง 100 ราย เท่านั้น”

                    “ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงว่า จากการตรวจสอบทราบว่าเป็นหน่อไม้ที่ชาวบ้านผลิตขึ้นมาเอง เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา โดยวิธีการผลิตจะล้างทำความสะอาดหน่อไม้แล้วนำไปบรรจุปี๊บ จากนั้นต้มโดยการเผาปี๊บกับเปลวไฟโดยตรงเป็นเวลา 15 นาที แล้วปิดฝาปี๊บโดยใช้วิธีบัดกรี เมื่อมีงานเลี้ยงก็เปิดปี๊บนำหน่อไม้มารับประทานเป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริก โดยมิได้นำไปผ่านความร้อน จนเกิดอาการป่วยดังกล่าว ได้ส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจหาเชื้อที่ทำให้เกิดพิษ และส่งหาสารพิษที่สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ อย.ได้สั่งให้หยุดการผลิต พร้อมกับยึดอายัดหน่อไม้ 21 ปี๊บ และ 550 ถุง เอาไว้แล้ว หากผลวิเคราะห์ปรากฏว่ามีการปนเปื้อนเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินั่ม ผู้ผลิตจะต้องได้รับโทษข้อหาผลิตอาหารไม่บริสุทธิ์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท”

                    อย.เตือน อันตรายหน่อไม้ปี๊บมรณะ

                    อย.เผย หน่อไม้ปี๊บที่ชาวบ้านผลิตกันเองในครัวเรือนสุดอันตราย พบการปนเปื้อนเชื้อโรคอาหารเป็นพิษคลอสตริเดียม โบทูลินั่มที่สร้างสารพิษทำให้ผู้บริโภคมีอันตรายถึงตายได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ อย.ร่วมกับสถาบันวิจัยโภชนาการ ม.มหิดล พัฒนากระบวนการผลิตเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินั่ม ในหน่อไม้ปี๊บแล้ว แต่อาจทำให้หน่อไม้มีรสเปรี้ยวขึ้นบ้าง ซึ่งแก้ไขได้โดยการต้มหน่อไม้ปี๊บก่อนนำไปบริโภค วอนให้ชาวบ้านผู้ผลิตปรับทัศนคติให้ยอมรับ พร้อมกันนี้ อย. ได้เร่งลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและพัฒนาผู้ประกอบการระดับครัวเรือนทั่วประเทศ ส่วนที่ อ.บ้านหลวง จ.น่าน ซึ่งพบปัญหาผู้บริโภคเกิดอาการอาหารเป็นพิษจากการรับประทานหน่อไม้ปี๊บ อย.สั่งให้หยุดผลิต และหน่อไม้ปี๊บเจ้าปัญหาถูกส่งตรวจวิเคราะห์แล้ว หากพบเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินั่ม ผู้ผลิตจะได้รับโทษข้อหาผลิตอาหารไม่บริสุทธิ์

                    ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมคณะ ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ตามที่มีข่าวพบ ผู้ป่วยจากการบริโภคหน่อไม้บรรจุปี๊บที่ อ.บ้านหลวง จ.น่าน มากกว่า 200 ราย มีอาการป่วยในลักษณะของโรคโบทูลิซึ่ม ซึ่งมีสาเหตุ มาจากสารพิษของเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินั่ม ทั้งนี้ หน่อไม้ปี๊บที่ชาวบ้านนำมารับประทานนี้เป็นหน่อไม้ปี๊บที่ชาวบ้านผลิตขึ้นเองเมื่อ ประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา โดยวิธีการผลิตนั้น ชาวบ้านจะล้างทำความสะอาดหน่อไม้แล้วนำมาบรรจุปี๊บ จากนั้นทำการต้มโดยการเผาปี๊บ กับเปลวไฟโดยตรงเป็นเวลา 15 นาที แล้วจึงปิดฝาปี๊บโดยวิธีบัดกรี เมื่อมีการจัดงานเลี้ยง ชาวบ้านจึงได้เปิดปี๊บนำหน่อไม้มารับประทาน เป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริก โดยมิได้นำไปผ่านความร้อนที่เพียงพอ จนเกิดอาการป่วยดังกล่าว กรณีที่เกิดขึ้นนี้ หน่วยสืบสวนโรค กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งตัวอย่างหน่อไม้ที่เกิดปัญหาส่งวิเคราะห์ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อตรวจหาเชื้อที่ทำให้เกิดอาการพิษ ดังกล่าว และส่งหาสารพิษที่สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ อย.ได้สั่งให้หยุดการผลิต และ เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน ได้ยึดอายัดหน่อไม้ปี๊บที่ชาวบ้าน อ.บ้านหลวงผลิต จำนวน 21 ปี๊บและ 550 ถุงไว้แล้ว ซึ่งหากผลวิเคราะห์ปรากฏว่า มีการปนเปื้อนเชื้อ คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม ผู้ผลิตก็จะต้องได้รับโทษข้อหาผลิตอาหารไม่บริสุทธิ์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                    เลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า หน่อไม้บรรจุปี๊บดังกล่าวนี้ เรามักจะนำมาใช้ประกอบเป็นอาหารโดยพบเห็นได้ทั่วไป เช่น หน่อไม้ในกระเพาะปลา ซุปหน่อไม้ หน่อไม้จิ้มน้ำพริก เป็นต้น ทั้งนี้ หน่อไม้บรรจุปี๊บ เป็นอาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมผลิตในผู้ประกอบการรายเล็กและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว หน่อไม้ปี๊บเป็นอาหารที่มี ความเสี่ยงสูงและจำเป็นต้องมีการควบคุมกระบวนการผลิตอย่างเข้มงวด เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เชื้อที่ปนเปื้อน จะทำให้เชื้อที่ปนเปื้อนหลงเหลือ และสร้างสารพิษได้ ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น คาดว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากวิธีการผลิตหน่อไม้บรรจุปี๊บ

                    โดยหน่อไม้ที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาจมีการปนเปื้อนด้วยสปอร์ของเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินั่ม และในขั้นตอนการผลิตให้ความร้อนที่ไม่ทั่วถึง ทำให้ไม่สามารถทำลายสปอร์ของเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินั่มได้ อีกทั้งการต้มในขณะผลิตจะช่วยไล่ "ออกซิเจน" ออกจากปี๊บ หลังจากทำการปิดปี๊บ จะทำให้สภาวะภายในปี๊บอยู่ในสภาพขาดออกซิเจน ทำให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสปอร์และกลายเป็นเซลล์ที่มีชีวิตสร้างสารพิษ โบทูลินั่ม (Botulinum toxin) ซึ่งเป็นสารพิษที่มีฤทธิ์ทำลายระบบประสาท(neurotoxin) หากบริโภคอาหารที่มีสารพิษชนิดนี้ปนเปื้อนเพียง 1 ไมโครกรัม จะทำให้เกิดอาการป่วยที่เรียกว่า “โบทูลิซึ่ม (botulism)” มีอาการมองเห็นภาพซ้อน คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด เป็นอัมพาต หายใจขัดและเสียชีวิตเนื่องจากระบบหายใจล้มเหลว อาการจะเกิดภายใน 12-36 ชั่วโมงหลังการบริโภคอาหารและอาจเสียชีวิตภายใน 3-6 วัน

                    เลขาธิการ ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า อย.ได้ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้จากปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการดำเนินการร่วมกับ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อทำการศึกษาวิจัยเพื่อสำรวจสถานการณ์การผลิตและปนปื้อนของเชื้อคลอสทริเดียม โบทูลินั่ม ในอาหารบรรจุในภาชนะปิดสนิท เช่น ปี๊บ กระป๋อง ขวดแก้ว ที่ผลิตโดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทั่วประเทศ ผลการสำรวจพบว่า กระบวนการผลิตส่วนใหญ่มีความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนจากเชื้อดังกล่าว อย. จึงได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยโภชนาการ ดำเนินการวิจัยต่อเนื่อง ในการพัฒนากระบวนการผลิตที่ถูกต้องและปฏิบัติได้จริงในชุมชน โดยการเติมกรดที่ใช้ในอาหารได้ เช่น กรดซิตริก (พบได้ในมะนาวและส้ม) กรดมาลิก (พบได้ในองุ่น) ในปริมาณที่เหมาะสมที่สามารถหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ และมีรสชาติเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคได้ กระบวนการนี้เรียกว่า “การปรับกรด” ผลงานวิจัยพบว่ากรณีของหน่อไม้ปี๊บ มีปัญหารุนแรงกว่าผลิตภัณฑ์อื่น เนื่องจากไม่มีการปรับกรดในกระบวนการผลิต บรรจุในปี๊บที่เคยใช้บรรจุผลิต-ภัณฑ์อื่นมาแล้ว และต้มโดยปี๊บสัมผัสกับเปลวไฟโดยตรง นอกจากนี้ยังปิดฝาปี๊บโดยใช้แผ่นสังกะสีเชื่อมด้วยตะกั่ว ทำให้ผลิตภัณฑ์นอกจาก มีความเสี่ยงจากสารพิษโบทูลินั่มแล้ว ยังเสี่ยงต่ออันตรายจากสารเคมีที่ออกมาจากปี๊บที่ผ่านความร้อนที่สูงมากเกินไป และสารตะกั่วที่ใช้ในการเชื่อมฝาปี๊บ อย.และสถาบัน วิจัยโภชนาการจึงได้หาแนวทางในการแก้ปัญหาโดยการแนะนำให้ใช้ปี๊บใหม่ ซึ่งทำให้สามารถปิดฝาปี๊บได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมด้วยตะกั่ว และให้ผู้ผลิตมีการปรับกรดในผลิตภัณฑ์

                    ทั้งนี้ผู้ผลิตต้องต้มหน่อไม้ให้สุกก่อน แล้วเทน้ำที่ใช้ต้มทิ้ง ก่อนทำการปรับกรด เพื่อสกัดสารในหน่อไม้ที่มีผลให้การปรับกรดไม่ได้ผลทิ้งไป นอกจากนี้ยังได้แนะนำให้ต้มฆ่าเชื้อในอ่างน้ำเพื่อมิให้ปี๊บสัมผัสกับเปลวไฟโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหาที่ผู้ผลิตไม่ยอมปฏิบัติเพราะผู้ผลิตไม่มั่นใจว่าผู้บริโภคจะยอมรับรสเปรี้ยวที่เกิดจากการปรับกรด ซึ่งในเรื่องนี้สามารถแก้ไขได้โดยการต้มหน่อไม้ปี๊บก่อนนำไปบริโภค อีกทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีการปรับกรดตามกระบวนการที่แนะนำจะไม่เน่าเสียง่าย เหมือนกระบวนการเดิมที่เคยใช้อีกด้วย

                    นอกจากนี้ อย.ได้มีการจัดอบรมในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด และยังได้มีการอบรมเพิ่มเติมให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งเกษตรจังหวัด และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วประเทศจำนวน 5 รุ่นให้เสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายนนี้ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตอาหารประเภทดังกล่าวอย่างถูกต้องปลอดภัย ผู้เข้ารับการอบรมจะได้ใช้ประโยชน์ในการตรวจติดตามการผลิตต่อไป โดยในวันที่ 22-24 มี.ค.49 นี้จะ อบรมในเขตภาคเหนือรวมถึง จ.น่าน โดยจัดขึ้นที่ จ.เชียงราย พร้อมกันนี้ได้มีการลงพื้นที่ เพื่อพัฒนาการผลิตหน่อไม้บรรจุปี๊บกับผู้ประกอบการระดับครัวเรือนทั่วประเทศในพื้นที่ที่มีการผลิตหน่อไม้บรรจุปี๊บอีกด้วย

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

คุณค่าทางโภชนาการทางหน่อไม้

สรรพคุณของหน่อไม้
 
สรรพคุณของหน่อไม้
      ลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยย่อยอาหาร เป็นสรรพคุณที่เห็นผลมาก เพราะหน่อไม้เป็นอาหารที่ให้เส้นใยสูงจึงช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เมื่อหน่อไม้ผ่านการย่อยร่างกายจะดูดซึมสารอหารเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนกากอาหารที่เหลือหรือสารพิษต่างๆ เช่น ยาฆ่าแมลงหรือโลหะหนักจะไปรวมกันที่ลำไส้ใหญ่ แต่ถ้ามีกากใยอาหารมากๆ กากใยอาหารเหล่านี้จะช่วยดูดน้ำและเพิ่มปริมาณ ทำให้กากอาหารมีน้ำหนักมากจะเคลื่อนออกสู่โลกภายนอกได้เร็ว กากใยอาหารจึงช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
      แก้กระหาย ขับปัสสาวะ ละลายเสมหะ แก้ไอ บำรุงกำลังแก้อาการร้อนต่างๆ ได้ดี เพราะมีฤทธิ์เย็นเช่นเดียวกับเห็ด
      ขับพิษใต้ผิวหนัง ขับผื่นหัดรวมถึงผื่นชนิดอื่นๆ เพียงดื่มน้ำแกงที่ได้จากการต้มหน่อไม้ร่วมกับปลาตะเพียน
      

แก้โรคบิดเรื้อรังได้
      นอกจากหน่อไม้สดจะมีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ตัวหน่อไม้ดองเองแม้จะไม่มีคุณค่าทางอาหาร แต่ยังมีคุณค่าแฝงอยู่อีกคือ จะมีแบคทีเรียในหน่อไม้ดองที่ชื่อ คลอสทริเดีย เป็นแบคทีเรียที่ปนอยู่ในดิน เจริญเติบโตได้ดีในสภาวะไร้ออกซิเจน เช่น ในอาหารจำพวกของหมักดองทั้งหลายและรวมทั้งอาหารกระป๋องที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการทำลายแบคทีเรียอย่างถูกวิธี แบคทีเรียชนิดนี้มีพิษแต่มันก็มีประโยชน์ ซึ่งสำนักงานอาหารและยา หรือ FDA ของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นำแบคทีเรียนี้ไปผ่านกระบวนการแยกเอาสารพิษออกแล้วทำให้เจือจาง เพื่อนำไปใช้ในการบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ โดยตั้งชื่อใหม่ว่า โบท็อก (Botox) (ซึ่งโบท็อกก็คือสารหน้าเด้งที่พวกดาราทั้งหลายไปฉีดเพื่อลดรอยเหี่ยวและย่นนั้นล่ะค่า)
ข้อควรระวังในการรับประทานหน่อไม้
     หน่อไม้มีคุณค่าทางอาหารสูงในตัวของมันเอง ส่วนหน่อไม้ดองก็มีคุณค่าแฝง แต่สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคบางชนิดแล้ว แพทย์เองก็ไม่แนะนำให้ทานเหมือนกัน
     ผู้ป่วยเป็นโรคเกาต์ ไม่ควรรับประทาน เพราะในหน่อไม้มีสารพิวรินสูง ซึ่งสารตัวนี้อาจจะทำให้กรดยูริกที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเกาต์สูงขึ้น ซึ่งกรดยูริกเป็นสารที่เกิดจากการเผาผลาญของพิวรีน มีมากในเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ถั่วต่างๆ และพืชผักอ่อนโดยเฉพาะหน่อไม้
     ผู้ที่มีภาวะไตเสื่อม โดยปกติกรดยูริกจะถูกขับออกทางปัสสาวะของคนเรา หากร่างกายมีการสร้างกรดยูริกมากเกินไปหรือไตขับยูริกได้น้อยลง เนื่องจากไตเสื่อมลง กรดยูริกก็จะตกผลึกตามข้อ ผนังหลอดเลือด ไต และอวัยวะต่างๆทำให้เกิดอาการปวดข้อและโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ เช่น ข้อพิการ นิ่วในไต กระดูกพรุน เป็นต้น
ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับหน่อไม้
     คนไทยเรามักจะคิดว่าหน่อไม้มีแต่โทษเป็นของแสลง ถ้าไม่กินจะดีกว่า
       กินหน่อไม้แล้วปวดข้อ จริงๆ แล้วตัวหน่อไม้เองนั้นไม่ได้ทำให้ข้อเสื่อมหรือปวดข้อ แต่จะมีผลกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์เท่านั้น ดังนั้นคนที่มีอาการปวดข้อจากสาเหตุอื่นๆ จึงกินหน่อไม้ได้ปกติ
       คนเป็นเบาหวานห้ามกิน การกินหน่อไม้นั้นไม่ได้มีผลกับระดับน้ำตาลในกระแสเลือด เพราะฉะนั้นแม้เป็นเบาหวานก็รับประทานได้
       ผู้ป่วยเป็นโรคตับห้ามรับประมาน ซึ่งโรคตับในที่นี้มีได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากไวรัสบีและอาการตับแข็ง แต่แพทย์ยืนยันว่าการรับประทานหน่อไม้ไม่มีผลต่อโรคดังกล่าว
         เมื่อมีอาการตกขาวหรือระดูขาวให้งดกินหน่อไม้ จริงแล้วหน่อไม้หน่อไม้สดไม่มีผลกับอาการ แต่หากผู้ที่มีอาการตกขาวก็ยังสามารถรับประทานหน่อไม้สดได้ 
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ควรจะกินอย่างพอดี ของทุกอย่างมี 2 ด้าน หน่อไม้ก็เหมือนกัน
    
    
 
 
       

ประโยชน์ของหน่อไม้

ใครที่ชอบทานหน่อไม้
รู้หรือไม่ว่าหน่อไม้มีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย วันนี้เกร็ดความรู้มีคำตอบเรื่องนี้มาบอกกัน...

หน่อไม้มีคุณค่าทางอาหารสูง

ทั้งโปรตีน วิตามิน และที่สำคัญมีกรดอะมิโนที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้ ต้องนำเข้าจากอาหารประเภทต่าง ๆ นอกจากนั้นหน่อไม้ยังมีกากใยอาหารที่ช่วยให้ร่างกาย นำกากและสารพิษออกสู่ภายนอกได้เร็ว โดยการดูดน้ำและเพิ่มปริมาตรให้ตัวกากให้มากขึ้น จนร่างกายต้องส่งออกฉับพลัน
ทั้งนี้หน่อไม้เมื่อผ่านการย่อยแล้ว
ประโยชน์ที่ได้รับจากการรับประทานหน่อไม้ คือ ร่างกายก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนกากอาหารที่เหลือ หรือสารพิษต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง โลหะหนักต่างๆหรือพวกไนไตรท์ ก็จะไปรวมกันที่ลำไส้ใหญ่

แต่ถ้ามีกากใยอาหารมาก ๆ กากใยอาหารเหล่านี้

จะช่วยดูดน้ำและเพิ่มปริมาณ ทำให้กากอาหารเหล่านี้ มีน้ำหนักมากจะเคลื่อนขบวนออกสู่โลกภายนอกได้เร็ว กากใยอาหารจึงช่วยลดการเกิด มะเร็งลำไส้ใหญ่
หน่อไม้สามารถนำไปแปรรูปให้เป็นอาหารได้หลายชนิด
เช่น หน่อไม้สด ๆ ต้มกับกระดูกหมู แกงคั่วหน่อไม้ หรือจะต้มเอาไว้จิ้มน้ำพริก ทำซุปหน่อไม้ ส่วนความขมของหน่อไม้ต้องดับด้วยน้ำคั้นใบย่านาง แล้วหน่อไม้ก็จะหวาน สามารถนำไปจิ้มน้ำพริกหรือทำซุปก็ได้รสกลมกล่อม ถ้าอยากเก็บหน่อไม้ไว้กินนอกฤดู ก็ต้องดองหน่อไม้ให้เป็นหน่อไม้เปรี้ยวเอาไว้ทำแกงส้ม แกงคั่วได้

วิธีดองหน่อไม้ คือ

เพียงแค่หั่นหน่อไม้สดเป็นชิ้นบาง หาเกลือมาคลุกเคล้าพอประมาณ หาโหลหรือขวดแก้วมาใส่หน่อไม้ อัดหน่อไม้ให้แน่นเติมน้ำสะอาด ปิดฝาทิ้งไว้รอเวลานอกฤดู แต่ถ้าอยากกินเร็วก็ให้ใส่น้ำซาวข้าวแทนน้ำสะอาดเพราะจะทำให้หน่อไม้เปรี้ยวเร็ว

รู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมาทานหน่อไม้กันดูได้ เพื่อสุขภาพที่ดี.